น้ำมาเร็ว เมืองต้องเร็วกว่า บทเรียนจากเทศบาลนครยะลาที่บริหารน้ำท่วมภาคใต้ด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และประสบการณ์

ทุกวันนี้ภัยพิบัติเป็นเรื่องใกล้ตัว และน้ำท่วมก็สร้างความเสียหายรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แม้หน่วยงานส่วนกลางจะมีข้อมูลพยากรณ์แบบภาพรวม แต่ก็ยังไม่ละเอียดพอสำหรับการตัดสินใจเชิงพื้นที่ ท้องถิ่นจึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือและข้อมูลเฉพาะของตนเอง เพื่อบริหารจัดการน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน ฟื้นฟูเมืองได้เร็ว และสร้างความพร้อมในการรับมือกับอนาคต
หนึ่งในพื้นที่ที่แสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการน้ำท่วมภาคใต้ได้อย่างเป็นระบบ คือเทศบาลนครยะลา ซึ่งผสานเทคโนโลยีเข้ากับประสบการณ์ได้อย่างลงตัว วันนี้เรามีแนวทางการรับมือภัยน้ำท่วมจาก คุณพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า การจัดการสถานการณ์ระหว่างเกิดเหตุ ไปจนถึงการฟื้นฟูเมืองหลังน้ำลดมาแนะนำ

ก่อนเกิดน้ำท่วม: วางฐานข้อมูล เทคโนโลยี และกำลังคนให้พร้อมรับมือ
ภาคใต้มักต้องเผชิญกับน้ำท่วมเป็นประจำช่วงปลายปี เทศบาลนครยะลาจึงเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ โดยผสานข้อมูล เทคโนโลยี และการทำงานกับชุมชนเข้าด้วยกัน
1. จัดทำข้อมูลกลุ่มเปราะบางให้เป็นระบบ
เทศบาลรวบรวมและอัปเดตข้อมูลกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้พิการ และสตรีมีครรภ์ ให้เข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลข้อมูลเมือง ซึ่งเป็นฐานข้อมูลศูนย์กลางของเทศบาล โดยระบบจะแปลงข้อมูลเป็นแผนที่ดิจิทัลและรายงานเชิงพื้นที่ แสดงตำแหน่งที่อยู่อาศัยและช่องทางติดต่ออย่างชัดเจน ซึ่งเจ้าหน้าที่ของเทศบาลจะโทรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าการช่วยเหลือจะตรงจุดเมื่อเกิดเหตุจริง
2. ใช้ IoT ติดตามน้ำแบบเรียลไทม์ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
เทศบาลติดตั้งเซนเซอร์ IoT วัดปริมาณน้ำฝนและระดับน้ำ ทั้งในเขตเทศบาลและพื้นที่ต้นน้ำรอบนอก เช่น อำเภอยะหา และอำเภอบันนังสตา โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งเข้าระบบแบบเรียลไทม์ เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์ ประกอบการคาดการณ์ วางแผน และแจ้งเตือนล่วงหน้า รวมถึงยังมีการตรวจสอบสถานะแบตเตอรี่และความพร้อมใช้งานของอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ เทศบาลยังเปิดข้อมูลสถานการณ์น้ำให้ประชาชนติดตามได้แบบเรียลไทม์ ผ่านช่องทางออนไลน์ของเทศบาลที่: is.gd/mPwwP8 และแจ้งเตือนผ่าน Line Official Account ด้วย
3. ยกระดับการเฝ้าระวังด้วยกล้องวงจรปิด
เทศบาลตรวจสอบและบำรุงรักษากล้องวงจรปิดในจุดสำคัญให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา และเปิดภาพบางส่วนให้ประชาชนติดตามสถานการณ์ได้แบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและความเชื่อมั่น โดยสามารถดูได้ที่: yala-cctv.localth.ai
4. รวมทุกข้อมูลไว้ในระบบบริหารจัดการอุทกภัยแบบครบวงจร
เทศบาลพัฒนา “ระบบบริหารจัดการอุทกภัยแบบครบวงจร” ร่วมกับเบดร็อค อนาไลติกส์ โดยรวมข้อมูลจากหลายแหล่งไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ได้แก่ ข้อมูลกลุ่มเปราะบางและครัวเรือน, ข้อมูลจากเซนเซอร์ IoT, ภาพถ่ายดาวเทียม เป็นต้น ซึ่งระบบจะใช้ AI มาช่วยวิเคราะห์เชิงพื้นที่ แล้วสร้างเป็นแผนที่ดิจิทัลและรายงานเชิงลึก เพื่อใช้สำหรับคาดการณ์ความเสี่ยงน้ำท่วม ระบุตำแหน่งกลุ่มเปราะบาง วางแผนเฝ้าระวังและแจ้งเตือน รวมถึงการเตรียมแผนช่วยเหลือและฟื้นฟูล่วงหน้า
5. เสริมศักยภาพชุมชนด้วยอุปกรณ์และทักษะ
เทศบาลแจกจ่ายเรือให้กับทุกชุมชน และจัดอบรมให้อาสาสมัครสามารถขับเรือได้ เพื่อให้ชุมชนช่วยเหลือตนเองและเพื่อนบ้านได้ทันท่วงทีในสถานการณ์ฉุกเฉิน
6. ป้องกันด้วยกระสอบทราย ผนังกั้นน้ำ และขุดลอกคูคลองในทุกจุดเสี่ยง
เทศบาลมีการวางกระสอบทรายและผนังกั้นน้ำในพื้นที่เสี่ยงสูง รวมถึงบริเวณสำคัญของเทศบาล เช่น เทศบาลและจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ รวมทั้งขุดลอกคูคลองและทางระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการไหลของน้ำ
7. ประชุมและซักซ้อมแผนรับมือแบบบูรณาการ
เทศบาลจัดประชุมเตรียมความพร้อมใน 4 ระดับ ทั้งภายในเทศบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาสาสมัครชุมชนและเบดร็อค อนาไลติกส์ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ซักซ้อมสถานการณ์จำลอง และกำหนดบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายทำงานสอดประสานเมื่อเกิดเหตุจริง

ระหว่างเกิดน้ำท่วม: ใช้ข้อมูลเป็นศูนย์กลาง ตัดสินใจเร็ว ช่วยเหลือตรงจุด
เมื่อสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้เริ่มรุนแรง เทศบาลนครยะลาใช้ข้อมูลที่เป็นระบบและเรียลไทม์ เพื่อให้การสั่งการเป็นเอกภาพ ลดความสับสน และช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว
1. เปิดศูนย์บรรเทาสาธารณภัย
เทศบาลนครยะลามีการตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัย โดยใช้ระบบบริหารจัดการอุทกภัยแบบครบวงจร เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลสำคัญไว้ในแดชบอร์ดเดียว ไม่ว่าจะเป็น ทิศทางการไหลของน้ำและปริมาณฝนแบบเรียลไทม์จากเซนเซอร์ IoT, ภาพสถานการณ์จริงจากกล้องวงจรปิด, ข้อมูลกลุ่มเปราะบาง เป็นต้น ประกอบกับข้อมูลพยากรณ์อากาศและแผนที่จากหน่วยงานภายนอก ซึ่งระบบช่วยวิเคราะห์และคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงให้แบบอัตโนมัติ ทำให้ผู้บริหารสามารถติดตามสถานการณ์ วางแผน และสั่งการในทิศทางเดียวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เห็นแนวโน้มน้ำเพิ่มขึ้น ก็สามารถสั่งยกของขึ้นที่สูง หรือสั่งอพยพได้ทันที
2. จัดสรรถุงยังชีพด้วยข้อมูลครัวเรือน
นอกจากข้อมูลจากระบบบริหารจัดการอุทกภัยแล้ว เทศบาลนครยะลายังใช้ข้อมูลจาก ระบบภาษีอัจฉริยะ (Smart Tax) เป็นฐานในการจัดสรรถุงยังชีพอย่างเป็นธรรมและตรงความจำเป็น เนื่องจากข้อมูลในระบบนี้จะช่วยให้เทศบาลรู้ตำแหน่งบ้าน ลักษณะบ้าน จำนวนและลักษณะผู้อยู่อาศัย ทำให้เทศบาลสามารถกำหนดจำนวนถุงยังชีพ ชนิดของที่จะให้ และลำดับความเร่งด่วนได้เหมาะสมกับแต่ละครัวเรือน
3. อพยพกลุ่มเปราะบางตามลำดับความสำคัญ
เทศบาลนำข้อมูลกลุ่มเปราะบางจากแพลตฟอร์มดิจิทัลข้อมูลเมืองที่ได้จัดเตรียมไว้ มาเป็นฐานข้อมูลในการจัดลำดับการช่วยเหลือและอพยพ โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงจะได้รับการช่วยเหลือก่อน ทำให้การอพยพเป็นระบบ ลดความโกลาหล และลดความเสี่ยงต่อชีวิต
4. วางระบบอาหารและยาเชิงรุก
เทศบาลนครยะลาได้ติดต่อร้านอาหารในอำเภอและพื้นที่ใกล้เคียงไว้ล่วงหน้า รวมถึงแหล่งยารักษาโรค เพื่อลดภาระการประกอบอาหารของเทศบาล และให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
5. ประสานความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ
ด้วยข้อมูลที่เป็นระบบและแม่นยำ จากศูนย์บรรเทาสาธารณภัยของเทศบาล ทำให้สามารถคาดการณ์สถานการณ์ได้ล่วงหน้า โดยเมื่อเห็นแนวโน้มว่าน้ำจะไหลเข้าพื้นที่ใด เทศบาลสามารถร้องขอการสนับสนุนจากหน่วยงานที่มีศักยภาพสูงกว่าได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้เกิดความเสียหายก่อน เพื่อลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินให้มากที่สุด
6. แจ้งเตือนประชาชนอย่างแม่นยำ ไม่สร้างความตื่นตระหนก
เซนเซอร์วัดระดับและปริมาณน้ำของเทศบาลนครยะลา มีระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อถึงเกณฑ์ที่เทศบาลตั้งไว้ และยังประกอบกับภาพจากกล้องวงจรปิด ที่ได้เชื่อมต่อระบบเข้าสู่ส่วนกลางที่เดียว ทำให้การแจ้งเตือนของเทศบาลแม่นยำและไม่สร้างความตื่นตระหนกเกินจำเป็น
นอกจากนี้เทศบาลยังเปิดข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้เองผ่านช่องทางออนไลน์ พร้อมอัปเดตสถานการณ์เป็นระยะผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของเทศบาล

หลังน้ำลด: ฟื้นฟู บันทึกข้อมูล และยกระดับการบริหารจัดการน้ำท่วมอย่างชาญฉลาด
เมื่อสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย การฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มจากข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นระบบ พร้อมถอดบทเรียนร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อวางแผนรับมืออุทกภัยในอนาคต
1. สำรวจและบันทึกความเสียหายอย่างเป็นระบบ
หลังสถานการณ์คลี่คลาย เทศบาลลงพื้นที่สำรวจความเสียหายอย่างละเอียด พร้อมบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลส่วนกลาง เพื่อใช้วิเคราะห์ คาดการณ์ และประเมินความเสี่ยงน้ำท่วมในอนาคตได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
2. เร่งทำความสะอาด ฟื้นฟูเมือง
เทศบาลนครยะลาได้ร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในการระดมสรรพกำลังในการทำความสะอาดเมืองอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันโรคหรืออันตรายต่าง ๆ ที่อาจมากับน้ำ และให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติเร็วที่สุด
3. ประชุมถอดบทเรียนกับทุกภาคส่วน
เทศบาลได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมทบทวนสถานการณ์ที่ผ่านมา โดยขยายผลความร่วมมือไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดยะลาอีก 16 แห่ง เพื่อสรุปบทเรียน ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน
4. วางแผนรับมืออุทกภัยระยะยาวด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี
เทศบาลนครยะลาวางแผนยกระดับการเตรียมพร้อมรับมืออนาคต โดยนำโดรนมาใช้จัดส่งสิ่งของช่วยเหลือในช่วงน้ำท่วม เมื่อถนนใช้การไม่ได้หรือการจราจรติดขัด
นอกจากนี้จะนำใช้ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่รับน้ำ ซึ่งมีแนวโน้มหดตัวลงทุกปี มาประกอบการปรับแผนบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การมีข้อมูลที่เป็นระบบ ครบถ้วน และแม่นยำ ทำให้เทศบาลนครยะลาสามารถบริหารจัดการและคาดการณ์สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ครั้งล่าสุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ ที่สำคัญเครื่องมือและเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเลือกใช้ระบบที่ซับซ้อน หากท้องถิ่นเลือกใช้โซลูชันที่เหมาะสม ใช้งานง่าย และตอบโจทย์งานจริง ก็จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และทำให้การตัดสินใจของผู้บริหารตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมตอบสนองต่อสถานการณ์วิกฤตได้อย่างทันท่วงที
- ขอบคุณภาพประกอบ: